บุญสนอง บุณโยทยาน: นักสังคมนิยมและนักวิชาการชาวไทย (1936-1976)
โดย คาร์ล เอ. ทร็อกกี้ (Carl A. Trocki)
แปลจาก Carl A. Trocki, "Boonsanong Punyodyana: Thai Socialist and Scholar, 1936-1976," Bulletin of Concerned Asian Scholars. 9: 3 (July-September 1977), pp.52-54.
อ่านเพิ่มเติมบทความที่อ้างถึงบทความของทร็อกกี้ชิ้นนี้:
บทความของ ดร.ทักษ์ เฉลิมเตียรณ (27 กุมภาพันธ์ 2553) และ บทความจากหนังสือพิมพ์ความจริงวันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2553)
ดร.บุญสนอง บุณโยทยานเสียชีวิตด้วยกระสุนปืนของผู้ลอบสังหารเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2519 ขณะดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย แทบไม่น่าสงสัยเลยว่าสาเหตุของการลอบสังหารครั้งนี้เกี่ยวพันกับการเมือง มีเพียงส่วนน้อยในหมู่ชนชั้นนำไทยออกมาแสดงความเสียใจกับการจากไปของเขา ทำให้ไม่ค่อยมีใครคาดหวังว่าจะมีการจับกุมฆาตกรมาดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้คนอีกมากมายที่อาลัยถึงเขาอย่างสุดซึ้ง ซึ่งรวมถึงภรรยาและลูกสาวทั้งสองของเขา เพื่อนนักวิชาการ และประชาชนชาวไทย
บุญสนองเป็นทั้งนักวิชาการผู้ปราดเปรื่องและนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองผู้ไม่เคยย่อท้อ เขาเป็นหนึ่งในนักสังคมศาสตร์เพียงไม่กี่คนที่มีความสามารถโดดเด่นทั้งในเชิงแนวคิดและการปฏิบัติ ผู้ที่เศร้าเสียใจกับการจากไปของเขา มีทั้งนักศึกษาหลายพันคน นักวิชาการ นักเขียนและศิลปิน ชาวนา ชนชั้นแรงงาน ข้าราชการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทยผู้มีความคิดก้าวหน้า พิธีไว้อาลัยที่จัดขึ้นไม่กี่วันหลังการเสียชีวิตของเขา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้เข้าร่วมกว่าหนึ่งหมื่นคน พวกเขาเห็นว่าความตายของบุญสนองเป็นความสูญเสียเชิงสัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งสำหรับพวกเขาเองและสำหรับประชาธิปไตยในประเทศไทย ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและผู้นำพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย บุญสนองทุ่มเทเพื่อพัฒนากลุ่มการเมืองของเขาสู่ความเป็นพรรคการเมืองของประชาชน เขาเป็นที่ปรึกษาของพรรค และเขียนแถลงการณ์แผนงานและนโยบายเกือบทั้งหมดของพรรค เขามุ่งหวังให้พรรคให้การศึกษาและนำประชาชนเคลื่อนไหวเพื่อสร้างสังคมนิยมประชาธิปไตยในประเทศไทย
การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังเช่นที่เขาได้ชี้ให้เห็นในบทความนำเสนอต่อการประชุมที่โตเกียวซึ่งประจวบเหมาะจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในประเทศไทยพอดี บุญสนองกล่าวว่า มีชาวไทยรวมทั้งปัญญาชนไทยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่มีความเข้าใจชัดเจนว่าสังคมนิยมคืออะไร ภายใต้อำนาจการปกครองของทหารในประเทศไทย การศึกษาเกี่ยวกับความคิดทางสังคมแนวก้าวหน้ากลายเป็นประเด็นต้องห้ามอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเห็นความจำเป็นในการจัดให้มีชั้นเรียนสำหรับสมาชิกพรรค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาหรือผู้เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย
พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยเป็นพรรคที่นำเสนอรูปแบบทางการเมืองแบบใหม่ พรรคการเมืองส่วนใหญ่ในประเทศไทยเคยและยังคงเป็นเพียงการรวมกลุ่มของนักการเมืองที่อิงแอบกับการสนับสนุนทางการเงิน ความกระหายอำนาจและความร่ำรวยซึ่งจะติดตามมา ผลการเลือกตั้งขึ้นอยู่กับจำนวนของเสียงที่ผู้สมัครสามารถซื้อได้ แต่เนื่องจากพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยยึดมั่นในเป้าหมายของชาวไทยผู้ยากจนและมวลชนผู้ถูกกดขี่ จึงได้รับการสนับสนุนทางการเงินเพียงเล็กน้อย และในเมื่อพรรคปราศจากผู้สนับสนุนที่ร่ำรวย พรรคจึงได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งน้อยมาก นอกเหนือไปจากนั้น เมื่อถึงช่วงกลางปี 1975 พรรคกลายเป็นเป้าหมายแรกของการใช้ความรุนแรงบ่อนทำลายฝ่ายตรงข้าม ซึ่งนำมาสู่การลอบวางระเบิด การข่มขู่จากทางการ และการลอบสังหารในที่สุด
หากจะมีใครเข้าใจธรรมชาติการกดขี่ขูดรีดในสังคมไทย บุญสนองย่อมเป็นหนึ่งในนั้น การทำงานวิจัยในฐานะนักสังคมวิทยาช่วยให้เขาได้พัฒนาแนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับรากฐานความเป็นอนุรักษ์นิยมของระบบสังคมไทย การศึกษาแนวคิด “modernization without development” ของนอร์แมน เจคอบส์ (Norman Jacobs) [1] มีส่วนช่วยให้เขาตระหนักถึงประเด็นนี้ เช่นเดียวกับที่เขาเรียนรู้ด้วยตัวเองจากประสบการณ์การทำงานพัฒนาชุมชนในประเทศไทย
งานเขียนของบุญสนองโจมตีแนวคิดเกี่ยวกับสังคมไทยของเอ็มบรี (John Embree) และฟิลลิปส์ (Herbert Phillips) และนักวิชาการตะวันตกคนอื่นๆ [2] ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เขาเข้าใจความจอมปลอมซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังหน้ากากความเป็น “สยามเมืองยิ้ม”ได้เป็นอย่างดี สังคมไทยไม่ได้มี “โครงสร้างหลวม” หากชาวนาไทยได้ถูกลดทอนแบ่งแยกอย่างจงใจและเป็นการถาวร เพื่อที่กลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อยที่มีโครงสร้างตายตัวจะสามารถสืบทอดการครอบงำได้อย่างมั่นใจ ที่ผ่านมา ชาวนาไทยถูกสร้างภาพว่าเกียจคร้าน สบายๆ เชื่อฟังผู้อาวุโสและผู้มีอำนาจปกครอง บุญสนองมองทัศนคติเหล่านี้ว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นเงื่อนไขในการดำเนินชีวิตของชาวนาเอง พวกเขาจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร ในเมื่อผลผลิตส่วนเกินจะตกเป็นของเจ้าที่ดิน เจ้าหนี้เงินกู้ และเจ้าภาษีทั้งหลาย? พวกเขาจะต่อสู้เพื่อสิ่งใดในเมื่อผลตอบแทนมีเพียงลูกกระสุนฝังในศีรษะ? ชะตากรรมของบุญสนองเป็นบทพิสูจน์ศักยภาพของทัศนวิพากษ์ที่เขาเองมีต่อสังคมไทย
จากนักวิชาการสู่นักสังคมนิยม
ชนชั้นนำไทยผู้มีการศึกษามีสถานะและบทบาททางสังคมที่ชัดเจน ดังที่เดวิด วิลสัน (David Wilson) ได้อธิบายไว้ดังนี้
ผู้นำของชาติผู้มีการศึกษาเป็นกลุ่มอาชีพอย่างหนึ่ง ตำแหน่งในสังคมของพวกเขาได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว พวกเขามีโอกาสเข้าถึงงานอันเป็นประโยชน์ สำคัญ และน่าพึงใจ ซึ่งพวกเขาได้รับการอบรมบ่มเพาะมาให้ปฏิบัติ กลุ่มคนเหล่านี้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงสร้างสังคมเช่นที่ดำรงอยู่ จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าจะมีแนวโน้มไปทางอนุรักษ์นิยมเมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานของสังคม
บุญสนองต้องมาเสียชีวิตเพราะเขาแปลกแยกไปจากบรรทัดฐานนี้ ในฐานะนักเรียนและต่อมาในฐานะนักวิชาการ เขาเก็บเกี่ยวจากสิ่งที่สามารถหาได้ในสังคมของเขา บุญสนองเป็นชายหนุ่มจากเชียงรายผู้ชาญฉลาดและรักในความก้าวหน้า ผู้ประสบความสำเร็จในระบบการศึกษาไทยที่มีการแข่งขันสูง อันที่จริงแล้ว ในระยะแรก ดูเหมือนเขาจะมีความใกล้ชิดกลมกลืนกับองค์กรสถาบัน ภายหลังสำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2502 บุญสนองเข้าทำงานกับหน่วยงานของรัฐ เป็นผู้แปลเอกสารทางการเป็นภาษาอังกฤษ ทักษะภาษาอังกฤษบวกกับความคุ้นเคยที่เขามีต่อโครงสร้างของหน่วยงานรัฐไทย ทำให้ต่อมาเขาได้ทำงานเป็นนักเขียนและนักวิจัยให้กับสำนักข่าวสารอเมริกัน (United States Information Service, USIS) ในกรุงเทพฯ ในปีพ.ศ. 2505 บุญสนองได้รับทุนการศึกษา Fulbright-Hayes Scholarship ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโททางสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยแคนซัส ในขณะนั้น คงไม่มีใครคาดคิดว่า วันหนึ่งข้างหน้า เขาจะกลายเป็นผู้นำนักศึกษาเดินขบวนมาปลดตราสัญลักษณ์นกอินทรีย์ออกจากประตูของสถานทูตอเมริกาบนถนนวิทยุ อย่างที่เขาทำหลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกองทัพสหรัฐอเมริกาและกองกำลังเขมรแดงจากเหตุยึดเรือสินค้า SS Mayaguez ในพ.ศ. 2518
ภายหลังได้รับปริญญามหาบัณฑิต บุญสนองเดินทางกลับประเทศไทย และเข้ารับตำแหน่งอาจารย์ทางสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปีพ.ศ. 2510 เขากลับสู่อเมริกาอีกครั้งและใช้เวลา 5 ปีที่นั่นอย่างเป็นประโยชน์เต็มที่ เขาจบการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ตีพิมพ์บทความจำนวนมาก ใช้เวลาหนึ่งปีที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และอีกปีในฐานะอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยฮาวาย เมื่อเขาเดินทางกลับประเทศไทยใน พ.ศ. 2515 เขาได้ประสบความสำเร็จเป็นนักวิชาการสังคมวิทยาที่ได้รับความยอมรับในระดับนานาชาติ ถือเป็นความสำเร็จที่เพื่อนร่วมงานชาวไทยของเขาน้อยคนจะเทียบได้ แม้กระทั่งผู้ที่อาวุโสสูงกว่าเขาหลายปีก็ตาม
ตลอดช่วงเวลาที่เขาอยู่ในอเมริกา บุญสนองได้สั่งสมมากกว่าความรู้และตำแหน่งทางวิชาการ บริบททางสังคมและการเมืองส่งผลต่อเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทศวรรษดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ขบวนการนักศึกษาต่อต้านสงครามเวียดนามเริ่มเติบโตตามมหาวิทยาลัยอเมริกัน และการรวมตัวของ Committee of Concerned Asian Scholars (CCAS) จากสถาบันเอเชียศึกษาต่างๆ รวมทั้งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยคอร์แนล ที่บุญสนองกำลังศึกษาอยู่ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2513 เขาได้เข้าร่วมการประชุมของ CCAS ที่ซาน ฟรานซิสโก และนำเสนอบทความชื่อ "False assumptions: the sources of difficulty in Thai economic development" เมื่อเขากลับมาเมืองไทย เขามักถูกมองว่าเป็น “อเมริกัน” เสียเหลือเกิน เพราะเขาไม่สามารถรักษาระยะห่างทางสังคมจากมวลชน ตามที่ชนชั้นนำอื่นๆ คาดหวังว่าเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีภูมิหลังและสถานภาพเช่นเขา เขาเป็นคนเปิดกว้าง ไม่ถือตัว และไม่ละโอกาสที่จะร่วมสนทนากับผู้คน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นคณบดีในมหาวิทยาลัยหรือคนขายบะหมี่รถเข็นตามท้องถนน
เมื่อกลับเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2515 เขาได้กลายเป็นหนึ่งในนักกิจกรรมแนวหน้าของมหาวิทยาลัยในทันที นี่เป็นช่วงเวลาของการแสวงหาทางภูมิปัญญาในวงกว้าง ในส่วนของบุญสนอง เขาเขียนบทความ เข้าร่วมการประชุม ทำงานวิจัย จัดกิจกรรมและบรรยายให้คนหนุ่มสาวที่ตื่นตัวกระตือรือล้นหลายร้อยคนฟัง ขบวนการนักศึกษาซึ่งจะได้ล้มล้างเผด็จการทหารในเวลาต่อมายังเพิ่งเริ่มก่อตัว และธรรมศาสตร์ก็เป็นศูนย์กลางของความเคลื่อนไหวนี้
กิจกรรมทางการเมือง
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ส่งผลต่อชีวิตของบุญสนองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อนักศึกษาลุกฮือขึ้นขับไล่เผด็จการประภาส จารุเสถียร ถนอม และ ณรงค์ กิตติขจร ในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์นั้น แม้ว่าเขาจะอยู่ในระหว่างเข้าร่วมการประชุมที่ญี่ปุ่น เขาก็เป็นบุคคลสำคัญในกระบวนการที่นำมาสู่ “สิบสี่ ตุลา” วันที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งที่ดำเนินมาถึงวันนี้ เขาได้ร่วมกับเพื่อนร่วมงานเกือบร้อยคนและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญและเรียกร้องให้มีรัฐบาลประชาธิปไตย การจับกุมสมาชิก 13 คนจากกลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญในวันที่ 12 ตุลาคมนี้เองที่นำไปสู่การเดินขบวนของนักศึกษา
บุญสนองกลับกรุงเทพฯ ทันทีที่มีเที่ยวบินจากญี่ปุ่น ภายหลังจากที่เขาได้นำเสนอบทความ "Socialism and Social Change in Thailand" ซึ่งเป็นประเด็นที่เข้ากับสถานการณ์เป็นอย่างยิ่ง เขาได้กระโจนเข้าสู่กระแสกิจกรรมทางการเมืองที่พัฒนามาจากขบวนการประชาชนและความปรารถนาที่จะมีรัฐบาลประชาธิปไตย ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ร่างแถลงการณ์เรียกร้องรัฐธรรมนูญ เขาอยู่ในแนวหน้าของขบวนการที่มุ่งเสริมสร้างโครงสร้างประชาธิปไตยแบบก้าวหน้าในประเทศไทย บุญสนองร่วมกับธีรยุทธ บุญมี ผู้นำศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และอีกหลายๆ คน ก่อตั้งกลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในช่วงต้นปีพ.ศ. 2517 โดยมีเป้าหมายจะเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปประชาธิปไตย ให้การศึกษาประชาธิปไตยแก่ประชาชน และกดดันให้รัฐบาลและคณะกรรมการที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นทำการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้กลายเป็นผู้นำของกลุ่มพลังก้าวหน้าของประเทศอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ บุญสนองยังเป็นหนึ่งในสมาชิกสมัชชาแห่งชาติที่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ ทำหน้าที่เลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อเตรียมการร่างรัฐธรรมนูญและจัดให้มีการเลือกตั้ง ในช่วงนั้นเอง เขาเริ่มตกเป็นศัตรูของกลุ่มต่างๆ ได้แก่ กองทัพ ข้าราชการชั้นสูง คณะองคมนตรี พวกนายทุน และตำรวจ เขาเริ่มรู้ตัวว่าถูกหมายหัวเป็นพวกหัวรุนแรงและบุคคล “อันตราย”
ในระหว่างนั้น บุญสนองได้เริ่มแยกตัวออกจากวงวิชาการและผันไปเป็นนักการเมือง หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นและได้มีการกำหนดวันเลือกตั้ง กลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้พัฒนามาเป็นศูนย์กลางของกลุ่มหัวก้าวหน้าทั้งหลาย ซึ่งรวมถึงสหภาพแรงงาน องค์กรชาวนา นักศึกษา และกลุ่มนักสังคมนิยม “เก่า” จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2517 มีการประชุมกันกว่า 50 ครั้ง โดยเกือบทั้งหมดจัดขึ้นที่บ้านของบุญสนอง มีการต่อรอง จัดสรรตำแหน่ง กำหนดนโยบายและอุดมการณ์ โดยที่บุญสนองเป็นผู้ผลักดันและยกร่างส่วนใหญ่ ทั้งหมดนี้นำไปสู่การก่อตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย บุญสนองได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรค และดำรงตำแหน่งนี้จนเขาเสียชีวิต
ในการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ของประเทศไทยเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2518 มีสมาชิกพรรคสังคมนิยมได้รับการเลือกตั้ง 10 คน บุญสนองตัดสินใจลงรับสมัครเลือกตั้งในกรุงเทพฯ แต่ต้องพ่ายการเลือกตั้ง เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ตลอดระยะเวลานี้ บุญสนองยังคงเป็นกำลังเคลื่อนไหวสำคัญของพรรค เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการให้การศึกษา เขียน ปราศรัย และจัดตั้งทั่วประเทศ ด้วยชื่อเสียงระดับนานาชาติ ทำให้เขาสามารถสะท้อนเสียงของประชาชนไปยังผู้สนใจนอกพรมแดนประเทศไทย ตัวอย่างเช่น นิตยสาร Far Eastern Economic Review ฉบับวันที่ 17 มกราคม 1975 (พ.ศ. 2518) ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์บุญสนองอย่างละเอียด ในชื่อ "The Socialist's Viewpoint" ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว ชัดเจนและตรงไปตรงมา เขาวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการฉ้อโกงภายในรัฐบาล ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทย บทบาทของไทยในสงครามอินโดจีน และการยินยอมให้ทหารอเมริกันเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพ ข้อวิจารณ์เหล่านี้ไม่เป็นที่พึงใจสำหรับกองทัพและข้าราชการที่ยังคงสืบต่ออำนาจมาจากระบอบถนอม เริ่มมีเสียงซุบซิบว่าเขาเป็น “คอมมิวนิสต์”
จนกลางปีพ.ศ. 2518 ฝ่ายอนุรักษ์นิยมในประเทศไทยเริ่มพยายามหวนคืนสู่อำนาจ พวกเขาต้องสูญเสียความยอมรับนับถือไปพร้อมกับ “3 ทรราชย์” ที่ถูกขับไล่ ทำให้จำต้องลดบทบาทในยุคที่นักศึกษา แรงงาน และชาวนา เข้าครอบครองพื้นที่ทางการเมือง
บุญสนองต้องตกในอยู่ในท่ามกลางการเผชิญหน้าครั้งสำคัญครั้งแรกระหว่างฝ่ายซ้ายกับกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายขวาที่เพิ่งมีการปลุกระดมคืนมาอีกครั้ง เขาลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งซ่อมที่เชียงใหม่หลังการเสียชีวิตของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนเดิม ด้วยหวังจะเพิ่มที่นั่งให้กับพรรคสังคมนิยม เขาเป็นคนแรกที่ประกาศตัวว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งและเริ่มรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ในช่วงแรกดูเหมือนว่าเขาจะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งค่อนข้างสูง แต่แล้วกลุ่มฝ่ายขวาหลายๆ กลุ่มก็เริ่มออกมาเคลื่อนไหวเพื่อหยุดเขา มีการหว่านเงินจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการหาเสียงที่สกปรก “พลเมืองผู้รักชาติ” มาพร้อมกับ M16 และระเบิดมือทำลายป้ายหาเสียงของเขาตามหมู่บ้านต่างๆ มีการพบอาวุธปืน M16 ผิดกฎหมายจำนวนหนึ่ง ในขณะที่ตำรวจขอตรวจค้นรถของเขาที่จุดตรวจ เป็นที่เข้าใจได้ว่าความพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งที่เชียงใหม่ทำให้บุญสนองค่อนข้างผิดหวังกับการเมืองแบบเลือกตั้ง
เมื่อรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ต้องพ่ายแพ้ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2519 บุญสนองตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคสังคมนิยม เพื่อกลับมาทำงานวิชาการ เขาเห็นว่าการปฏิรูปสังคมไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศไทยภายใต้กระบวนการทางนิติบัญญัติแบบที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม เขาต้องเผชิญกับการปิดกั้นแม้แต่ในหนทางวิชาการ กลุ่มปฏิกิริยาพร้อมกันให้ร้ายเขาทันทีที่เขาพยายามจะกลับเข้ามารับตำแหน่งในมหาวิทยาลัย ดังนั้น แม้ว่าเขาจะไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2519 เขาก็ยังคงเป็นเลขาธิการพรรคและให้ความช่วยเหลือผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งคนอื่นๆ ของพรรค โดยวางแผนว่าจะลาออกภายหลังสิ้นสุดการเลือกตั้ง น่าเสียดายว่าเขาไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นอีกแล้ว บุญสนองกำลังขับรถกลับจากงานเลี้ยงสังสรรค์ พอเขาลดความเร็วลงเพื่อเลี้ยวออกจากทางหลัก ก็ต้องเผชิญหน้ากับมือปืนสองคน เขาถูกยิงสามนัด นัดหนึ่งเข้าที่คอและทำให้เขาเสียชีวิต เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการยิงโดยมืออาชีพ มือปืนหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว และการสืบสวนโดยตำรวจก็เป็นไปอย่างไร้ซึ่งประสิทธิภาพ
เรายังไม่อาจสรุปอย่างแน่ชัดได้ว่า ช่วงเวลาสองปีเก้าเดือนสุดท้ายของชีวิตเขาในเมืองไทยส่งผลประการใดต่อสังคมไทยบ้าง แต่บุญสนองเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณประชาธิปไตยไทย การล่มสลายของรัฐบาลม.ร.ว.เสนีย์ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2519 เป็นเพียงเศษซากจากประชาธิปไตยไทยที่สิ้นชีพมาเนิ่นนานแล้ว มรดกของบุญสนองคือผลงานวิชาการของเขาและพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยกำลังอยู่ในห้วงที่ต้องการพลังสนับสนุนจากประชาชนผู้กำลังเตรียมรับมือกับแรงกดขี่ที่กำลังย้อนกลับมา อาจเป็นได้ว่า สักวันหนึ่งพวกเขาจะฟื้นคืนจากเถ้าถ่านเพื่อสร้างสังคมในแบบที่บุญสนองใฝ่ฝัน
เชิงอรรถ
[1] ดู Norman Jacobs, Modernization without Development: Thailand as an Asian Case Study (New York: Praeger, 1971).
[2] บทความ "Thailand-A Loosely Structured Social System" ของ John F. Embree's article ซึ่งตีพิมพ์ใน American Anthropologist (1950) มีอิทธิพลต่อวงการไทยศึกษาอย่างมาก ข้อถกเถียงว่ามีชนชั้นที่ชัดเจนในสังคมไทย ได้รับการนำเสนอใน Hans-Dieter Evers, "The Formation of a Social Class Structure: Urbanization, Bureaucratization, and Social Mobility in Thailand," American Sociological Review, 31 (1966), pp. 480-488. สำหรับการอภิปรายในประเด็นดังกล่่าวจากหลากหลายมุมมอง รวมทั้งจากบุญสนองซึ่งเป็นนักวิชาการไทยเพียงคนเดียว สามารถหาอ่านได้จาก Hans-Dieter Evers, ed., Loosely Structured Social Systems: Thailand in Comparative Perspective, Cultural Report Series No. 17, (New Haven: Yale Southeast Asian Studies, 1969).
ผลงานของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน
บทความจากงานสัมมนาและงานที่ไม่ได้ตีพิมพ์
"False Assumptions: The Sources of Difficulty in Thai Economic Development," Paper presented to the Second National Conference of the Committee of Concerned Asian Scholars, San Francisco, April 4, 1970.
"Socialism and Social Change in Thailand," Paper presented to the Symposium on Sociology and Social Development in Asia, Tokyo, Japan, October 16-22, 1973.
"Minority Groups and Minority Class: The Oppressed and Oppressor in Thai Social Structure," Paper presented to the Conference on the Majority-Minority Situation in Southeast Asia, Manila, Philippines, May 8-10,1974.
"The Chinese in Thailand: A Synopsis of Research Approaches," Paper presented to the Research Workshop on Contemporary Chinese Communities in Southeast Asia, De La Salle College, June 24-28, 1974. (With Dr. Chitt Hemachudha, M.D.)
"A Summary Statement: Communication and Education in Family Planning in Thailand," (undated, c. 1974).
ผลงานตีพิมพ์
"Social Mobility and Economic Development," Sociological Bulletin. (Indian Sociological Society, Vol. XVI, No.1, March 1967),16 pp.
"Social Structure, Social System and Two Levels of Analysis: A Thai View," in Hans-Dieter Evers, ed., Loosely Structured Social Systems: Thailand in Comparative Perspective. (New Haven: Yale Southeast Asian Studies, Cultural Report Series 17, 1969), pp. 77-105.
Chinese-Thai Differential Assimilation in Bangkok: An Exploratory Study. (Ithaca: Cornell Data Paper No. 79, March 1971). 117 pp.
"Later-Life Socialization and Differential Social Assimilation of the Chinese in Urban Thailand," Social Forces. (Vol. 50. 2, December 1971), pp. 232-238. (With Peter F. Bell).
"Modernization Without Development: Thailand as an Asian Case Study," in Journal of the Graduate School. (Bangkok: Chulalongkorn University, Jan.-June 1972, Vol. 4), pp.121-133 (With Amphon Namatra).
"Japan's Role and Power in Southeast Asia: The Case of Thailand," Paper presented to the International Conference on Japan in a New Pacific Era, Academy House, Seoul, Korea, December 4-7,1972.
"The Changing Status and Future Role of the Chinese in Thailand," in Trends in Thailand. (Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, M. Rajaretnam & Lim So Jean, ed., 1973), pp. 59-69.
"The Revolutionary Situation in Thailand," Southeast Asian Affairs, 1975, (Singapore: 1975). ISEAS, pp. 187-195.
วิทยานิพนธ์
"A Sociological Explanation of the Origins of Differential Development in Japan and Thailand," (Unpublished M.A. Thesis, University of Kansas, Lawrence, Kansas, 1964)" 154 pp.
"Thai Selective Social Change: A Study with Comparative Reference to Japan," (Unpublished Ph.D. Thesis, Cornell University, December 1971), 379 pp.