คณะสังคมวิทยาฯ มธ. เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ระดับบัณฑิตศึกษา ประจำปีการศึกษา 2555

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เปิดรับสมัครนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ประจำปีการศึกษา 2555 ในสาขาวิชาต่อไปนี้ 

 

1) ปริญญาโท สาขาวิชาการวิจัยทางสังคม

แผ่นพับแนะนำหลักสูตร 

หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยทางสังคม

2) ปริญญาโท สาขาวิชามานุษยวิทยา

แผ่นพับแนะนำหลักสูตร 

หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา

NEW รายชื่อเอกสารอ่านล่วงหน้า และ ภาพยนตร์ที่ให้ชมล่วงหน้า สำหรับการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาชั้นปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2555

3) ปริญญาเอก สาขาวิชามานุษยวิทยา

แผ่นพับแนะนำหลักสูตร

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา

NEW รายชื่อเอกสารอ่านล่วงหน้าสำหรับการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาชั้นปริญญาเอก สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2555

เปิดรับสมัครออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 1  พฤศจิกายน – 29 ธันวาคม 2554

2012_admission

เว็บไซต์ใหม่ของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ.

ท่านสามารถติดตามข่าวสารอัพเดทต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ทางการแห่งใหม่ ของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ http://socanth.tu.ac.th 

Screen_shot_2011-12-16_at_10

อาเซียน: ประชาคมในมิติวัฒนธรรม ความขัดแย้ง และความหวัง

Poster_for_web

การประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 10
วันที่ 23 - 25  พฤศจิกายน 2554
ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

เปิดลงทะเบียนและชำระเงินล่วงหน้าทางอินเตอร์เน็ต
ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน - 15 พฤศจิกายน 2554

please scroll down for English version on scribd

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 เมื่อปีพ.ศ.2546 ที่บาหลี ผู้นำอาเซียนได้ร่วมกันลงนามในเอกสารประวัติศาสตร์ที่เรียกกันต่อมาว่า "ปฏิญญาบาหลีฉบับที่สอง" (Bali Concord II) เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่าจะช่วยกันผลักดันให้เกิด "ประชาคมอาเซียน" ที่ประกอบด้วยสามเสาหลักได้แก่ ประชาคมความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคม-วัฒนธรรม ให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2563 (ต่อมาได้ร่นระยะเวลาเป้าหมายเป็น พ.ศ. 2558)

แผนงานก่อตั้งประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (หรือ ASEAN) จากองค์กรที่เน้นบทบาทในการต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ในทศวรรษที่ 60 และบทบาทด้านการสนับสนุนทางการค้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงในภูมิภาคในยุคหลังสงครามเย็น มาสู่การให้ความสำคัญในด้านการสร้างอัตลักษณ์ร่วมของภูมิภาค การขยายโอกาสทางการศึกษาและการจ้างงาน สวัสดิการทางสังคมและความมั่นคงทางอาหาร การตระหนักในความสำคัญของสิทธิ การคุ้มครองทรัพยากร ความยุติธรรมทางสังคม การเคารพในลักษณะเฉพาะอันโดดเด่นทางประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาค

กล่าวได้ว่า แผนงานสำหรับประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงอิทธิพลของการเคลื่อนไหวทางสังคมระดับประชาคมโลก ที่เรียกร้องความยั่งยืนทางทรัพยากร ความเท่าเทียมทางการศึกษา ความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของกลุ่มคนผู้ด้อยโอกาส นอกจากนี้ การมุ่งที่จะสร้างอัตลักษณ์ร่วมของภูมิภาค ยังสะท้อนถึงความพยายามในการลดความขัดแย้งระหว่างชาติสมาชิก ซึ่งสัมพันธ์กับอุดมการณ์ชาตินิยม

อย่างไรก็ดี วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนซึ่งสะท้อนถึงความหวังในอนาคตของภูมิภาค  ก็ถูกท้าทายโดยความเป็นจริงที่ซับซ้อน ในหลายกรณี รากเหง้าทางประวัติศาสตร์ยังคงส่งอิทธิพลต่อความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างชาติต่างๆในภูมิภาค ในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ แรงงานอพยพ และกลุ่มคนซึ่งไม่มีสิทธิมีเสียง ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคนานับประการ ในการเข้าถึงโอกาสอันเท่าเทียมกับคนอื่นๆ

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จึงจัดการประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยาขึ้น เพื่อทำความเข้าใจพลวัตทางวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค  เพื่อตั้งคำถามต่อทั้งความหวังและประเด็นท้าทายต่างๆของประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน  เพื่อเปิดให้เห็นถึงฐานรากของความตึงเครียดทางการเมือง ข้อถกเถียงทางวัฒนธรรมและความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ผ่านความรู้จากการวิจัยทางมานุษยวิทยาในภูมิภาค และเพื่อร่วมสร้างบทสนทนา ว่าด้วยความหวังเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาค

งานประชุมทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 10 “อาเซียน: ประชาคมในมิติวัฒนธรรม ความขัดแย้ง และความหวัง” จะให้ความสนใจในประเด็นต่อไปนี้

มานุษยวิทยา-อุษาคเนย์
เป็นการทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิภาค จากการศึกษาทางมานุษยวิทยา และสาขาวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง วงเสวนาในหัวข้อนี้จะสำรวจการสร้าง “อุษาคเนย์” ในฐานะภูมิภาคและหน่วยในการวิเคราะห์ และจะถกเถียงว่าความรู้ซึ่งสร้างขึ้นจาก “อุษาคเนย์ศึกษา” จะมีส่วนช่วยให้เราเข้าใจความแตกต่าง ความละเอียดอ่อนอันมีรากฐานจากประวัติศาสตร์ ระหว่างรัฐชาติได้อย่างไร

วิถีการดำรงชีพในอาเซียน
ด้วยตระหนักในความไม่สมดุลย์ของ 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียน คือ ประชาคมความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน หัวข้อนี้ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ภาพรวมของการพัฒนา และสืบค้นว่าบนเส้นทางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่มุ่งไปสู่การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว การเปิด “เสรี” ทางการค้า บริการ การลงทุนและแรงงาน ส่งผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคการผลิตข้ามพรมแดน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นต่างๆ รวมไปถึงชวนคิดว่าสิ่งเหล่านี้มีความหมายอย่างไรต่อ “ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน” ในอนาคต

สิทธิและความขัดแย้ง
หัวข้อนี้เน้นให้เห็นถึง “ประสบการณ์ร่วม” ของกลุ่มคนด้อยโอกาส คนที่ไร้ซึ่งสิทธิต่างๆภายในภูมิภาค และความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเหล่านี้ในการยืนยันสิทธิที่จะธำรงวิถีชีวิต และสิทธิที่จะแสดงออกทางซึ่งอัตลักษณ์ที่แตกต่าง เช่น การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิในการสอนภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ในระบบการศึกษา การเรียกร้องสิทธิในการแสดงออกทางเพศ และความเข้าใจในเรื่อง “สิทธิ” ในบริบทแบบ “ไทยๆ” ซึ่งท้ายสุดของข้อมูลและข้อถกเถียง อาจจะนำไปสู่จุดเริ่มของการพัฒนาให้เกิดอัตลักษณ์ร่วมในภูมิภาคขึ้นก็เป็นได้

“คนนอก” แห่งอาเซียน
เพื่อเชื้อเชิญให้อาเซียนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องราวของคนที่ถูกหลงลืม หัวข้อนี้เป็นหัวข้อซึ่งจะนำเสนอผ่านภาพยนตร์ชาติพันธุ์ในประเด็นและพื้นที่ต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ว่าด้วยการละเมิดสิทธิและการต่อสู้ของชาวกะเหรี่ยงในประเทศพม่า ภาพยนตร์ว่าด้วยความพยายามในการรักษาและจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาวเบินดูมในประเทศฟิลิปปินส์ เป็นต้น ภาพยนตร์เหล่านี้จะตีแผ่ประสบการณ์ของกลุ่มคนที่ถูกละเลยในภูมิภาค กลุ่มคนซึ่งน่าจะได้รับความสนใจในการสร้างประชาคมสังคม-วัฒธรรมแห่งอาเซียน ที่วางอยู่บนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียม และการเคารพในสิทธิและความหลากหลายทางวัฒธรรม

ความหวังของสามัญชน
ความหวังของสามัญชน คือ บทท้าทายที่มุ่งชี้ชวนให้ผู้ร่วมงานตระหนักถึงความหวังในการสร้างประชาคมทางวัฒนธรรมด้วยตนเองโดยมิต้องรออาเซียน  หัวข้อนี้จะนำเสนอความเป็นไปได้ที่จะเดินหน้าไปสู่อัตลักษณ์ภูมิภาค บนรากฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ระหว่างสามัญชน ผ่านวงเสวนา เช่น การ “มองไปข้างหน้า” ผ่านการพิจารณาประวัติศาสตร์แห่งความหวัง บทเรียนจากการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในประชาคมยุโรป ศาสนาในฐานะเครื่องมือของการส่งเสริมการเคารพในความแตกต่าง บทบาทของภาคประชาสังคมในระดับระหว่างประเทศ เครือข่ายทางวัฒธรรม และพื้นที่ชายแดนในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ คือ คำถามและความใคร่รู้ทางมานุษยวิทยาต่อการทำความเข้าใจในบทบาทของอาเซียนกับภาพชีวิตทางวัฒนธรรมของผู้คนในระดับภูมิภาค  ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเริ่มต้นครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญหนึ่งต่อการศึกษาวิจัยและการสร้างวิถีแห่งการอยู่ร่วมกันในระดับภูมิภาคได้ในอนาคต

การประชุมวิชาการว่าด้วยความเป็นเลิศของอุดมศึกษาไทย สิทธิ อำนาจ และความรับผิดชอบต่อสังคม

Tqf_1

สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย || สมาคมนักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาสยาม (สสมส.)

มหาวิทยาลัยมหิดล || สำนักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ (วช.)

ขอเชิญร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง

ความเป็นเลิศของอุดมศึกษาไทยกับการแข่งขันการจัดอันดับมหาวิทยาลัยตามเกณฑ์มาตรฐานนานาชาติ:

สิทธิ อำนาจ และความรับผิดชอบต่อสังคม

ณ ห้องเมจิก 2 ชั้น 2 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น วิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร

วันพุธที่ 24 สิงหาคม 2554 เวลา 8.30-17.30 น.

กำหนดการ

ภาคเช้า 09.00 – 12.00 น. (ประชุมเป็นภาษาอังกฤษ มีล่ามแปลอังกฤษเป็นไทยโดยใช้หูฟัง)

กล่าวเปิด โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ปาฐกถานำ World Class Universities: A Reflection

โดย Professor Rui Yang University of Hong Kong

Panel Discussion Quality Assurance and Marketization of Education

โดย Professor Surichai Wankaew (Chulalongkorn University)
       Professor MOK, Ka Ho Joshua (The Hong Kong Institute of Education)
       Professor Thongchai Winichakul (University of Wisconsin, Madison)

ภาคบ่าย 13.00 – 17.30 น. (ประชุมเป็นภาษาไทย มีล่ามแปลไทยเป็นอังกฤษแบบใช้หูฟัง)

การอภิปราย เรื่อง การเมืองว่าด้วยการประกันคุณภาพ การจัดอันดับมหาวิทยาลัย: อำนาจ สิทธิ และความรับผิดชอบต่อสังคม

ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ (คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ศ.ดร.ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ (ราชบัณฑิต)
ศ.นายแพทย์ วิจารณ์ พานิช (ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา [กกอ.] และนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล)
ดร.อุทัย ดุลยเกษม (อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร)

การอภิปรายเรื่อง ว่าด้วย TQF และข้อควรพิจารณา

ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี (คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร (คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
รัตนา แซ่เล้า (นักศึกษาปริญญาเอก Columbia University)
ภัทรนันท์ ลิ้มอุดมพร (ตัวแทนนิสิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

การอภิปรายเรื่อง มาตรฐานวิชาการ: ข้อเสนอจากสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาและรัฐศาสตร์

รศ.ดร.ศิริพร วัชชวัลคุ (คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
ผศ.จิราภา วรเสียงสุข (คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
ศ.ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ (คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ข้อเสนอจากคณะกรรมการจัดประชุม: รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล (มหาวิทยาลัยมหิดล)

ฟรี ! สำรองที่นั่งด่วนที่ โทร 02-4410201-4 ต่อ 409 หรือ 081-9127430 ที่นั่งมีจำนวนจำกัด

Tqf_2

 

สัปดาห์ของการบรรยายพิเศษ

L1030812

หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มองจากยอดโดม ภาพโดย สุดแดน วิสุทธิลักษณ์

สัปดาห์สิ้นเดือนกรกฎาคม 2554 นี้ จะเป็นสัปดาห์ที่มีชีวิตชีวาสำหรับชุมชนสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา ทั้งท่าพระจันทร์และรังสิต ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป ทั้งนี้ เนื่องจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับเกียรติจากนักวิชาการไทยและนานาชาติ มาบรรยายถึงผลงานวิจัยในประเด็นทางสังคม-วัฒนธรรมที่น่าสนใจหลากหลายประเด็น ดังต่อไปนี้

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม 2554 || เวลา 10.30-12.00 น. ท่าพระจันทร์

การบรรยายพิเศษ "Lahu Language Media: transnational flows, identity and borders" โดย Assistant Professor Judy Pine 

สามารถอ่านบทคัดย่อของการบรรยายได้ที่นี่

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม 2554 || เวลา 14.00-16.00 น. รังสิต

สังคมว​ิทยา-มานุษยวิทยาเสวนา ครั้งที่ 3  “ชนบทจีนในกระแสโลกาภิวัตน์​” โดยอาจารย์ ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ และ อาจารย์คมกฤช ธาราวิวัฒน์ 

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2554 || เวลา 13.30-15.30 น. ท่าพระจันทร์

การบรรยายพิเศษ "Civil Society Participation of Muslim Women in The Deep South of Thailand.Is It Political Engagement?" โดย Professor Andrea K. Molnar

สามารถอ่านบทคัดย่อของการบรรยายได้ที่นี่

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2554 || เวลา 13.00-15.00 น. รังสิต

การบรรยายพิเศษ "สังเขปประวัติศาสตร์ของนัก​มานุษยวิทยาประวัติศาสตร์: จากสหพันธ์ชาวนาชาวไร่สู่คร​ูบาศรีวิชัย" (A Historical Overview of a Historical Anthropologist: From the Farmer's Union to Khruba Sriwichai) โดย Professor Katherine A. Bowie อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบรรยายได้ที่นี่

การบรรยายพิเศษโดย Professor Katherine A. Bowie

Bowie_1

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ Katherine A. Bowie จากภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัย Wisconsin, Madison รับเชิญมาบรรยายพิเศษ เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป ตามวัน-เวลา ต่อไปนี้

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม 2554 || เวลา 13.00-16.00 น. 

ห้องโครงการบัณฑิตศึกษา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

การบรรยายพิเศษในวิชา ม.891 สัมมนาปัญหาเฉพาะทางมานุษยวิทยา ส่วนหนึ่งของหลักสูตรปริญญาเอก สาขามานุษยวิทยา (ผู้สนใจทั่วไปสามารถเข้าร่วมฟังได้)

"An Ethnography of Khruba Sriwichai (นักบุญแห่งล้านนา)"

(ชาติพันธ์ุวรรณาว่าด้วยครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา)

เนื้อหาของการบรรยายเป็นข้อมูลภาคสนามและบทวิเคราะห์จากผลงานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดของอาจารย์ 

*บรรยายเป็นภาษาอังกฤษและไทยล้านนา*

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2554 || เวลา 13.00-15.00 น.

ห้องประชุมชั้น 2 คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

"สังเขปประวัติศาสตร์ของนักมานุษยวิทยาประวัติศาสตร์: จากสหพันธ์ชาวนาชาวไร่สู่ครูบาศรีวิชัย"

(A Historical Overview of a Historical Anthropologist: From the Farmer's Union to Khruba Sriwichai)

เป็นการบรรยายเชิงอัตชีวประวัติบอกเล่าเกี่ยวกับแรงบันดาลใจ เหตุบังเอิญ และเหตุผลในชีวิตการทำงานทางมานุษยวิทยาของอาจารย์เอง ที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักมานุษยวิทยาประวัติศาสตร์

*บรรยายเป็นภาษาไทยกรุงเทพฯ*

ภาพประกอบ "monks robes hanging to dry" โดย Lieve Bruggeman และ "Rice Field" โดย Mickey_Liaw

ขอขอบคุณ คุณพิชัย แสงบุญ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้กรุณาปริวรรตและชี้แนะวิธีการพิมพ์ชื่อ "ครูบาศรีวิชัย" ด้วยอักษรธรรมล้านนา ฟอนต์ LN TILOK เพื่อนำมาใช้ประกอบการทำใบปิดเพื่อประชาสัมพันธ์การบรรยายพิเศษครั้งนี้


 

ABSTRACT Lahu Language Media: transnational flows, identity and borders

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม 2554 นี้ โครงการปริญญาเอก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษประกอบรายวิช​าการวิจัยทางมานุษยวิทยา (ม 803) สำหรับนักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป ในหัวข้อ "Lahu Language Media: transnational flows, identity and borders" โดย Assistant Professor Judy Pine จากภาควิชามานุษยวิทยา Western Washington University

Pine

abstract || บทคัดย่อ

Although the Lahu ethnic group has a small population (~80,000) in Thailand, many Lahu individuals have been quite successful in a Thai context. The introduction of the Thai school to the most remote Lahu villages is producing Lahu who are fluent and literate Thai citizens. Nevertheless, Lahu language media retains an audience in northern Thailand. Lahu pop music and feature films are generally produced by Protestant Lahu in the Lahu Na dialect. In China, where Lahu speakers consume much of the same media found in Thailand, the PRC government has asserted that some Lahu pop music is inauthentic, as it makes use of guitars. Lahu in Thailand do not confront this problem, and the issue of authenticity is therefore more subtle, having to do with internal divisions among Lahu speakers. 

Recent work (Amporn 2008) has explored the transnational flow of Shan media and the role of this media in conditions of displacement, noting the importance of attention to diversity within a migrant population. Lahu language media is not produced in such conditions of displacement, but internal diversity within the Lahu speaking population remains important. This paper argues that Lahu language media attempts to frame a “semiotic ideology” (Keane 2007) that associates Lahu identity with modernity, permitting the construction of an authentic Lahu identity in a Thai context. Drawing on data from Thailand and China, I explore the conditions which facilitate or disrupt Lahu individual’s ability to maintain their ethnic identity while becoming full participants in Thai civil society. 

แม้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่จะมีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเพียงประมาณ 80,000 คน แต่ก็มีชาวลาหู่จำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จในบริบทสังคมไทย การจัดตั้งโรงเรียนไทยในหมู่บ้านลาหู่ที่ห่างไกลส่วนใหญ่ ได้สร้างชาวลาหู่ให้เป็นพลเมืองไทยที่อ่านออกเขียนไทยได้ อย่างไรก็ดี สื่อที่ใช้ภาษาลาหู่ก็ยังคงได้รับความนิยมในภาคเหนือของไทย โดยทั่วไปแล้ว เพลงร่วมสมัยและภาพยนตร์บันเทิงที่ใช้ภาษาลาหู่เป็นสื่อ จะเป็นผลงานการผลิตของชาวลาหู่นะที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ ประชากรพูดภาษาลาหู่ที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนบริโภคสื่อที่คล้ายคลึงกับที่พบในประเทศไทย แต่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนระบุว่าเพลงลาหู่ร่วมสมัยเหล่านั้นไม่ใช่ดนตรีลาหู่ที่แท้จริง เพราะมีการนำกีตาร์มาร่วมบรรเลงด้วย ชาวลาหู่ในประเทศไทยไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเช่นนี้ และดังนั้นประเด็นของความจริงแท้จึงคลุมเครือกว่า และสัมพันธ์กับการแบ่งแยกภายในกลุ่มผู้พูดภาษาลาหู่เอง

งานวิจัยใหม่ๆ (Amporn 2008) ได้สำรวจการไหลเวียนข้ามพรมแดนของสื่อไทใหญ่ และบทบาทของสื่อเหล่านี้ภายใต้สภาวะพลัดถิ่น โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสนใจความหลากหลายภายในกลุ่มประชากรผู้อพยพ สื่อภาษาลาหู่มิได้ถูกผลิตขึ้นภายใต้สภาวะพลัดถิ่นเช่นนั้น กระนั้นความหลากหลายภายในประชากรที่พูดภาษาลาหู่ก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ การบรรยายครั้งนี้จะนำเสนอว่าสื่อภาษาลาหู่พยายามที่จะสร้าง "อุดมการณ์เชิงสัญญะ" (semiotic ideology) ซึ่งเชื่อมโยงอัตลักษณ์ความเป็นลาหู่กับสภาวะสมัยใหม่ เพื่อนำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นลาหู่ที่ "จริงแท้" ในบริบทสังคมไทย ผู้บรรยายอาศัยข้อมูลจากไทยและจีนในการสำรวจเงื่อนไขซึ่งส่งเสริมหรือขัดขวางความสามารถของชาวลาหู่ในการคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางชาติพันธ์ุของพวกเขาในขณะเดียวกับที่พวกเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประชาสังคมไทยอย่างสมบูรณ์ 

ABSTRACT: Civil Society Participation of Muslim Women in the Deep South: is it political engagement?

Molnar

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2554 นี้ โครงการบัณฑิตศึกษา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ "Civil Society Participation of Muslim Women in The Deep South of Thailand" โดย Professor Andrea Katalin Molnar จากภาควิชามานุษยวิทยา Northern Illinois University, De Kalb และบรรณาธิการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ของวารสาร Asian Affairs: an American review

abstract || บทคัดย่อ

The paper is based on field research in 2007, 2008, 2009, and 2010 in the Deep South of Thailand among the mainly ethnically Malay Muslim populations using qualitative research methods. The paper addresses the increased engagement of Muslim women in the Deep South in civil society and considers whether these activities can be considered political engagement and to what degree. Since 2004 there occurred a virtual explosion in the number of grassroots groups in the Deep South that are lead and/or are run by Muslim women, focusing on human rights issues, victims of violence, and peace building/conflict resolution. Participation through women’s networks and local NGOs has replaced the open protests and women blockades of 2004-2007. However, more recently these grassroots groups have also engaged in discussions about visions for the future, the types and kinds of decentralization and governance that the southern populations dream of. The paper will argue that since civil society engagement is not culturally conceptualized as ‘political’, Muslim women have found a ‘de-facto’ political voice and space through their civic participation which traditionally would not be open to them.

Keywords: Muslim women, Deep South, Civil society, political engagement

เนื้อหาของการบรรยายครั้งนี้พัฒนามาจากงานวิจัยภาคสนามในเขตชายแดนใต้ของไทยระหว่างช่วงปี 2007, 2008, 2009 และ 2010 ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับประชากรที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์มลายูมุสลิม ผู้วิจัยนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการที่หญิงชาวมุสลิมในเขตชายแดนใต้มีบทบาทมากขึ้นในกระบวนการประชาสังคม พิจารณาว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด นับแต่ช่วงค.ศ.2004 เป็นต้นมา กลุ่มรากหญ้าในเขตชายแดนใต้ภายใต้การนำหรือดำเนินการโดยหญิงมุสลิม ซึ่งสนใจประเด็นสิทธิมนุษยชน เหยื่อความรุนแรง และการสร้างสันติภาพ/คลี่คลายความขัดแย้ง ได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก การมีส่วนร่วมผ่านเครือข่ายผู้หญิงและองค์กรเอกชนท้องถิ่น ได้เข้ามาทดแทนการเดินขบวนประท้วงและปิดถนนในช่วงปี 2004-2007 ในช่วงไม่นานที่ผ่านมา กลุ่มรากหญ้าเหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทในการอภิปรายถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคต รูปแบบและประเภทของการกระจายอำนาจและการปกครองในความฝันของประชาชนชาวใต้ ผู้บรรยายเสนอว่า เนื่องจากนิยามตามวัฒนธรรมไม่ได้มองการมีส่วนร่วมในภาคประชาสังคมว่ามีลักษณะ "เป็นการเมือง"​ การมีส่วนร่วมทางสังคมจึงเปิดโอกาสให้หญิงชาวมุสลิมสามารถออกเสียงและเข้าสู่พื้นที่ทางการเมือง ซึ่งโดยประเพณีแล้วอาจไม่เปิดกว้างสำหรับพวกเธอ 

 

ABSTRACT เรารักนายหลวง: มลายูมุสลิมกับรัฐไทยในสภาวะยกเว้น

Anusorn

"สังคมวิทยา-มานุษยวิทยา เสวนา ครั้งที่ 2" จะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน 2554 ที่โครงการปริญญาเอก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 4 ตีกสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ โดยจะเป็นการบรรยายในหัวข้อ "เรารักนายหลวง: มลายูมุสลิมกับรัฐไทยในสภาวะยกเว้น" จากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกทางมานุษยวิทยา เสนอที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน-ซีแอทเทิล โดย อาจารย์ ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

abstract || บทคัดย่อ

สภาวะยกเว้นมักถูกเข้าใจไม่ในฐานะห้วงเวลาที่อำนาจสูงสุดปรากฏขึ้นก็ในฐานะจังหวะที่อำนาจสูงสุดมีสภาพแยกย่อยโดยมีการจำนนและการต่อรองของผู้อยู่ในปฏิบัติการอำนาจเป็นองค์ประกอบตามลำดับ ทว่าสภาวะยกเว้นสามารถเข้าใจได้ในอีกลักษณะ กล่าวคือ นอกจากเป็นเงื่อนไขให้ผู้อยู่ในปฏิบัติการอำนาจได้อาศัยในการปฏิบัติการบางอย่าง สภาวะยกเว้นสามารถถูกริเริ่มโดยผู้อยู่ในปฏิบัติการอำนาจในการพัวพันกับตัวแทนอำนาจได้ด้วย งานเขียนชิ้นนี้เสนอว่าการที่ชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ของประเทศไทยกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะประดับประโยค “เรารักนายหลวง” บนพานพุ่มที่พวกเขาจัดทำขึ้นในการเข้าร่วมรัฐพิธีเป็นความพยายามของชาวมลายูมุสลิมเหล่านี้ที่จะอาศัยการเผยร่างในสภาวะยกเว้นของพระมหากษัตริย์เป็นช่องทางในการสัมพันธ์กับตัวแทนรัฐในลักษณะที่ไม่ใช่ทั้งการสยบยอมและการต่อต้านขัดขืน 

นบีไม่กินหมาก

อนุสรณ์ อุณโณ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "คิดอย่างคน" หนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน พฤษภาคม 2554

Exhibition-yala_12

ภาพ "ละหมาดตอราแวะห์" โดย มะดารี โตะลาลา (ช่างภาพสำนักข่าว AFP, นราธิวาส) ส่วนหนึ่งของนิทรรศการ ภาพข่าวจังหวัดชายแดนใต้ โดย เครือข่ายช่างภาพชายแดนใต้

ผมมีโอกาสชมพิธีกรรมในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพิธีที่จัดให้กับวิญญาณบรรพบุรุษที่ครอบครัวผู้จัดเชื่อว่ามาหลอกหลอนม้าที่พวกเขาเลี้ยงไว้เพราะความที่พวกเขาไม่ได้จัดพิธีให้กับวิญญาณเหล่านี้นานเกินไป อย่างไรก็ดี นอกจากวิญญาณบรรพบุรุษ ในพิธียังมีการบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นควบคู่ไปด้วย ได้แก่ เจ้าเมืองรามัน (โต๊ะนิ) ผู้ก่อตั้งหมู่บ้าน (โต๊ะกือเม็ง) ครูกริช (โต๊ะปานังสาระ) ครูศิลปะ (โต๊ะกือดางี) และนบีมูฮัมหมัด โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ละองค์ต่างได้รับเครื่องบวงสรวงชนิดเดียวกัน ประกอบด้วยข้าวเหนียวเหลือง ข้าวเหนียวขาว ขนมพื้นบ้าน หมากพลู น้ำ กล้วย ข้าวตอก และไก่ย่าง ยกเว้นนบีมูฮัมหมัดซึ่งไม่ได้รับการถวายสำรับหมากพลูหากแต่เป็นดอกไม้แทน ผู้ประกอบพิธีให้เหตุผลเป็นภาษามลายูถิ่นว่าเป็นเพราะ “นบีต๊ะมาแกปีแน” หรือ “นบีไม่กินหมาก” เพราะความที่ท่านเป็นชาวอาหรับ ส่วนดอกไม้เป็นสิ่งที่ชาวอาหรับนิยมใช้ในการประกอบพิธีกรรม จึงสามารถนำมาใช้ทดแทนกันได้  

พิธีกรรมดังกล่าวมีความสำคัญเพราะชี้ให้เห็นความพยายามของชาวมลายูมุสลิมในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยที่จะสืบทอดพิธีกรรมความเชื่อท้องถิ่นท่ามกลางกระแสการฟื้นฟูศาสนาอิสลามหรืออีกนัยหนึ่งคือกระแสการตีความศาสนาอิสลามที่ทวีความเข้มงวดขึ้นในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้ก็เพราะว่าศาสนาอิสลามกำหนดให้มุสลิมนับถืออัลเลาะห์เพียงพระองค์เดียวและไม่อนุญาตให้ศาสนิกเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใดอีกไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า เทพ ภูติผี หรือวิญญาณบรรพบุรุษ การจัดพิธีบวงสรวงวิญญาณบรรพบุรุษข้างต้นจึงผิดหลักการของศาสนาอิสลามและฉะนั้นจึงไม่สามารถปฏิบัติได้หากตีความอย่างเคร่งครัด ทว่าด้วยความที่ความเชื่อเรื่องผีและสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในคาบสมุทรมลายูมาก่อนการเข้ามาของศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลามตามลำดับ และสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ศาสนาอิสลามสามารถแทนที่ศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธและลงหลักปักฐานในคาบสมุทรมลายูได้ก็เพราะอาศัยการประสานเข้ากับประเพณีและพิธีกรรมความเชื่อท้องถิ่นแทนที่จะขจัดทิ้งอย่างถอนรากถอนโคน ฉะนั้น แม้กระแสการตีความศาสนาอิสลามที่เข้มงวดในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาจะห้ามการประกอบประเพณีและพิธีกรรมความเชื่อท้องถิ่นในส่วนที่เห็นว่าขัดกับหลักศาสนาอิสลาม ทว่าชาวมลายูมุสลิมโดยทั่วไปต่างพยายามสืบทอดพิธีกรรมความเชื่อในส่วนที่พวกเขาเห็นว่าสำคัญไว้โดยอาศัยกลวิธีต่างๆ การบวงสรวงนบีมูฮัมหมัดควบคู่ไปกับการบวงสรวงดวงวิญญาณอื่นๆ ข้างต้นนับเป็นกลวิธีสืบทอดพิธีกรรมความเชื่อท้องถิ่นกลวิธีหนึ่งด้วยการทำให้พิธีกรรมความเชื่อเหล่านี้อยู่ภายใต้การกำกับของศาสนาอิสลาม และเมื่อเห็นว่านบีมูฮัมหมัดไม่รับประทานหมากเพราะความที่ท่านเป็นชาวอาหรับ ผู้ประกอบพิธีก็แก้ปัญหาด้วยการใช้ดอกไม้แทน     

ทั้งนี้ การปรับตัวและการต่อรองของชาวมลายูต่อกระแสการฟื้นฟูศาสนาอิสลามข้างต้นท้าทายความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ “มลายูมุสลิม” ในเขตชายแดนภาคใต้ประเทศไทยโดยทั่วไปอย่างน้อย 2 ประการ ประการแรก ชาวมลายูหรือ “ความเป็นมลายู” มักถูกเชื่อมโยงให้เป็นเนื้อเดียวกับศาสนาอิสลาม เช่น ชาวมลายูมุสลิมในชายแดนใต้ใช้คำว่า “มาโซ๊กนายู” ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่า “เข้ามลายู” ในการหมายถึงการรับหรือการเข้าศาสนาอิสลาม แทนที่จะใช้คำว่า “มาโซ๊กอิสลาม” หรือ “เข้าอิสลาม” อย่างตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับพิธีขลิบที่พวกเขานิยมใช้คำว่า “มาโซ๊กยาวี” ซึ่งแปลว่าการเข้าภาษามลายูที่เขียนด้วยอักษรอาหรับ มากกว่าจะใช้คำว่าสุนัตซึ่งเป็นภาษากลาง ซึ่งการใช้คำว่ามลายูแทนคำว่าอิสลามดังกล่าวนี้ส่งผลให้นักวิชาการจำนวนมากสรุปว่าความเป็นมลายูกับศาสนาอิสลามประสานเป็นเนื้อเดียวกันอย่างแนบแน่นจนแยกจากกันไม่ออก ทว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างพิธีกรรมความเชื่อท้องถิ่นกับกระแสการฟื้นฟูอิสลามข้างต้นชี้ให้เห็นว่ามลายูกับมุสลิมไม่จำเป็นจะต้องเป็นเนื้อเดียวกันเสมอไปและมีหลายกรณีที่ขัดแย้งกัน สำคัญแต่เพียงว่าทั้งสองส่วนมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเข้าหากันมากกว่าที่จะปะทะกันจนถึงขั้นแตกหัก โดยนอกจากกรณีพิธีกรรมข้างต้นแล้ว ปัจจุบันความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่ตีความศาสนาอิสลามเคร่งครัดหรือ “คณะใหม่” กับกลุ่มที่ยึดถือศาสนาอิสลามตามประเพณีหรือ “คณะเก่า” ที่เคยเกิดขึ้นในบางพื้นที่ของชายภาคแดนใต้ได้ลดความรุนแรงลงไปมากแล้วเพราะความที่ทั้งสองฝ่ายต่างปรับตัวเข้าหากันแทนที่จะไม่ฟังเหตุผลของกันและกันอย่างในช่วงแรกๆ ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึง “ความเป็นมลายู” ที่มีฐานะเป็นอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่ก่อตัวขึ้นภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองจำเพาะ (โดยเฉพาะในกรณีประเทศมาเลเซียซึ่งส่งผลต่อสำนึกและปฏิบัติการเกี่ยวกับ “ความเป็นมลายู” ของผู้คนในชายแดนใต้ของไทยอย่างสำคัญ) มากกว่าจะเป็นคุณลักษณะตามธรรมชาติที่ติดตัวชาวมลายูมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ซึ่งส่งผลให้การตอกตรึง “ความเป็นมลายู” เข้ากับศาสนาอิสลามเป็นสิ่งที่ถอยห่างจากเงื่อนไขและความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

ประการที่สอง การที่ศาสนาอิสลามมีแนวโน้มที่จะผสมผสานหรือปรับตัวเข้ากับประเพณีและพิธีกรรมความเชื่อท้องถิ่นมากกว่าจะขจัดทิ้งอย่างถอนรากถอนโคน ชี้ให้เห็นว่าในทางปฏิบัติศาสนาอิสลามมีนัยกว้างขวางและสลับซับซ้อนกว่าสิ่งที่บันทึกไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานและประมวลคำสอนและจริยวัตรของศาสดา โดยขณะที่ขบวนการฟื้นฟูศาสนาอิสลามในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น “คณะใหม่” หรือ “เยมะอ๊ะห์ ตาบลิ๊ก” (หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ดาวะห์”) รวมถึงผู้นำศาสนาและครูสอนศาสนาส่วนใหญ่ ตีความและปฏิบัติตามคำสอนในคัมภีร์ค่อนข้างจะเคร่งครัด ชาวมุสลิมโดยทั่วไปในเขตชายแดนภาคใต้ตีความและปรับใช้คำสอนในศาสนาอิสลามในลักษณะที่ค่อนข้างยืดหยุ่นเพื่อให้สอดรับกับเงื่อนไขและความจำเป็นในชีวิตประจำวันของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการคุมกำเนิด การละเล่น กิจกรรมบันเทิง การประกอบอาชีพปริ่มกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการเสี่ยงโชคและการพนัน นอกจากนี้ แม้แต่ในมุสลิมกลุ่มที่เน้นการปฏิบัติตามคัมภีร์อย่างเคร่งครัดก็ตีความสิ่งที่จารึกในคัมภีร์ไม่เหมือนกันในหลายกรณี เพราะเหตุนี้ การตีความและการปรับใช้ศาสนาอิสลามที่แตกต่างหลากหลายภายใต้เงื่อนไขจำเพาะจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของศาสนาอิสลามในชีวิตประจำวันของมุสลิมมากกว่าสิ่งที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์ ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย หากแต่หมายรวมถึงพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะในคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรมท้องถิ่นยังมีความสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนค่อนข้างมาก  

อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นมลายูกับศาสนาอิสลามที่ซับซ้อนและเลื่อนไหลดังกล่าวไม่สู้ได้รับความสนใจจากสังคมไทยในวงกว้าง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากทิศทางการกล่าวถึงและการนำเสนอเรื่องราวในเขตชายแดนภาคใต้ของสื่อมวลชนและวงวิชาการในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาที่ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ความรุนแรงเป็นหลัก หากแต่ยังเสนอภาพชีวิตและสังคมชาวมลายูมุสลิมในลักษณะที่ห่างไกลจากสภาพความเป็นจริงค่อนข้างมาก หากไม่เป็นวิถีชีวิตหรือศิลปะและประเพณีมลายูชวนฝัน ผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ถูกนำเสนอในโครงของผู้เคร่งครัดในศาสนาอิสลามจนยากจะเข้าใจหรือดูน่าสะพรึงกลัว ซึ่งภาพทั้งสองต่างมีลักษณะสุดขั้วที่ไม่เอื้อต่อการทำความเข้าใจความสลับซับซ้อนของปัญหาในพื้นที่ซึ่งมีการปรับตัวและต่อรองในชีวิตประจำวันของผู้คนในพื้นที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ